
“วัดเซนโซจิ” เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดในเขตเมืองของกรุงโตเกียว โดยคนทุกชนชั้นในญี่ปุ่น
จะคุ้นกับชื่อ “อะสะคุสะคันนง” หรือ “เจ้าแม่กวนอิมแห่งอะสะคุสะ” เป็นอย่างดี จนในปี ๆ
หนึ่งจะมีผู้คนมานมัสการที่วัดนี้ถึงประมาณ 30 ล้านคนเลยทีเดียว วัดนี้ได้ชื่อนี้เนื่องจากมี
ตำนานเล่าขานกันว่า ในสมัยอะสุกะ มีคนตกรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมขึ้นมาได้ 1 องค์จาก
แม่น้ำสุมิดะขณะกำลังตกปลาอยู่ จึงมีการสร้างวัดนี้ขึ้นมาตรงสถานที่นั้นเพื่อสักการะ
เจ้าแม่กวนอิม จากนั้นมา วัดนี้ก็เป็นที่เลื่อมใสของบรรดาเหล่าแม่ทัพที่มีชื่อเสียงกันใน
ประวัติศาสตร์กันมาก จนในต้นสมัยเอโดะ โชกุนอิเอะยาสุ โทขุกาวะก็ได้สถาปนาวัดนี้ให้
เป็นที่สวดภาวนาสักการะของรัฐบาลโชกุน ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุที่ทำให้มีผู้คนมานมัสการกันที่วัด
นี้มากยิ่งขึ้น ส่งผลให้วัดนี้เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของกรุงเอโดะไปโดย ปริยาย

คุณ คิโยโกะ ยามากุจิ ผู้บริหารหญิงรุ่นที่สามของร้านอาหาร “ซะเรียว
อิจิมัทสึ”กล่าวไว้ว่า “ มารยาทเเบบญี่ปุ่นสามารถสืบทอดต่อไปได้
ก็เนื่องจากมีวัฒนธรรมญี่ปุ่นเเละสถาปัตยกรรมที่ใช้ไม้อยู่“ โดยคุณปู่
ของคุณ ยามากุจิ ซึ่งเคยเปิดกิจการร้านอาหาร ผสมโรงแรมแบบญี่ปุ่น
ที่จังหวัดโอคายามะได้มาเปิดร้าน “ซะเรียวอิจิมัทสึ”ที่อาสะคุสะเมื่อปี
พ.ศ. 2502คุณ ยามากุจิพยายามรักษาสภาพของอาคารของร้านนี้ที่
สร้างขึ้นมาเมื่อพ.ศ. 2517 ตามแบบสถาปัตยกรรมกระท่อมชงชา
ในสมัยเอโดะเอาไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดความเอาใจใส่ มารยาทเเละวัฒนธรรม
เเบบญี่ปุ่นที่เเท้จริงหาใช่เพียงรูปแบบภายนอก โดยคุณ ยามากุจิกล่าวไว้ว่า “สิ่งที่สำคัญ
ที่สุดในวิถีมารยาทในแบบญี่ปุ่นคือการใส่ใจกับทุกรายละเอียด ยกตัวอย่างเช่น พิธีชงชา
จะต้องเริ่มมาจากการเลือกแจกันดอกไม้ ภาพเขียน เครื่องกระเบื้องต่าง ๆ เสียก่อน ต้อง
มีจิตวิญญาณแห่งการต้อนรับเเขกและจิตวิญญาณที่รับรู้จิตวิญญาณนั้นได้การจัดชุด
อาหารญี่ปุ่นก็เช่นกัน ทางร้านที่เตรียมอาหารต้องมีจิตใจเอาใจใส่ลูกค้าเเละลูกค้าที่มา
รับประทานอาหารก็ต้องรู้สึกขอบคุณการเอาใจใส่ของร้าน ซึ่งหมายความว่าทั้งสองฝ่าย
มีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันเเละกัน และนี่ก็คือหัวใจสําคัญของมารยาทในเเบบญี่ปุ่นค่ะ”