

พร้อม ๆ กับวัฒนธรรมการชงชา ทั้งในหมู่ชนชั้นสูงไปจนถึงชาวบ้าน
“บอนไซ”ซึ่งก็คือการเพลิดเพลินไปกับพืชพรรณธรรมชาติ ฤดูทั้ง 4
และการเปลี่ยนผันของเวลาที่อัดย่ออยู่ในพื้นที่เล็กๆนั้นก็เป็นวัฒนธรรมที่มีผู้ชื่นชอบไปทั่วโลก
ไม่เพียงเฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น เนื่องจากเมืองมุซาชิโนะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยดินอาขะดามะ
และน้ำบาดาล อีกทั้งอากาศยังสะอาดไร้มลพิษ ทำให้เมืองนี้มีสภาพแวดล้อมเหมาะกับการ
เลี้ยงบอนไซเป็นที่สุดด้วยเหตุนี้เองผู้เชี่ยวชาญการปลูกต้นไม้จึงพากันย้ายมาอยู่ที่นี่ โดยช่วง
ประมาณปีไทโชที่ 14 ถึงปีโชวะที่ 15 (พ.ศ. 2483) ซึ่งเป็นช่วงที่หมู่บ้านบอนไซที่โอมิยะถือ
กำเนิดขึ้นมานั้น เมืองนี้ก็ได้รับการเปลี่ยนชื่อมาเป็น “เมืองบอนไซ”และในเดือนพฤษภาคม
ก็จะมีผู้รักการเลี้ยงบอนไซจากทั่วโลกมาเข้าร่วม“มหกรรมบอนไซ”ที่จัดขึ้นเป็นประจำที่นี่ทุกปี

“เซโคเอ็ง” เป็นร้านขายบอนไซที่มีประวัติยาวนานนับตั้งแต่ช่วงปี
คะเอของสมัยเอโดะ(พ.ศ. 2391 - 2397) นอกจากจะเลี้ยง
บอนไซในแบบที่เน้นการให้กิ่งก้านของบอนไซเติบโตอย่างอิสระ
ซึ่งสืบทอดต่อเนื่องมาตั้งแต่ตอนก่อตั้งร้านก่อนสมัยเอโดะแล้ว
ที่นี่ยังไม่ยึดติดกรอบแบบดั้งเดิม แต่ยังส่งเสริมการใช้กระถาง
อย่างอิสระตามจินตนาการและวิธีการปลูกบอนไซหลาย ๆ ชนิด
รวมกัน ที่เรียกกันว่า “ไซขะบอนไซ”อีกด้วย สำหรับวิธีการชม
บอนไซนั้น ขั้นแรกคือการชมจากด้านหน้าตรงของต้นไม้แล้วจึงชมจากมุมเงย ซึ่งจะ
ทำให้รู้สึกถึงความใหญ่โตของต้นไม้ที่งอกออกมาจากกระถางเล็ก ๆ เวลาจะชมรูปทรง
และรูปแบบของต้นไม้เราก็เน้นชมความแข็งแกร่งของราก ความงามของผิวไม้ และ
ความเก่าแก่ของต้นไม้อีกทั้งยังชมความเหมาะสมคล้องจองระหว่างกระถางกับต้นไม้
ที่ปลูกอีกด้วย หากอยากสนุกสนานไปกับการเฝ้าดูการแตกกิ่งก้านสาขาของต้นไม้แล้ว
ละก็คงต้องลองเลี้ยงดู นอกจากจะสนุกไปกับการชมรูปร่างของต้นไม้ในตอนนี้แล้ว
การจินตนาการว่าต่อไปรูปร่างของต้นไม้จะเป็นอย่างไรแล้วก็พยายามเลี้ยงให้ได้ตาม
นั้นก็ถือเป็นความเพลิดเพลินอย่างหาที่เปรียบมิได้ และยังเป็นการพิสูจน์ฝีมือในการ
เลี้ยงบอนไซอีกด้วย ซึ่งการได้สัมผัสกับฤดูกาลและเพลิดเพลินไปกับธรรมชาติผ่าน
กระถางเล็ก ๆ ก็ถือเป็นการสร้าง “ศิลปะที่มีชีวิต” ขึ้นมาเลยทีเดียว